เข้าใจความเป็นจริงของที่อยู่แห่งชีวิตและเรียนรู้ที่จะอยู่ได้

เข้าใจความเป็นจริงของที่อยู่แห่งชีวิตและเรียนรู้ที่จะอยู่ได้ โลกเรานั้น จะสังเกตุได้ว่า แทบจะทุกสิ่งมีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ แมลง และมนุษย์ ล้วนต้องปรับตัวที่จะอยู่ในสภาพความเป็นจริงให้ได้ มนุษย์เราไม่รู้สึกทุกข์ทน รังเกียจรูปลักษณ์ของเรา มนุษย์เราไม่รู้สึกทุกข์ใจกับความเป็นอยู่บางประการของเรา มนุษย์เราเกิดลืมตาดูโลกมา โลกจะค่อยๆป้อนข้อมูลต่างๆในสิ่งรอบตัวของเราและในสิ่งที่เราอยู่ในสิ่งที่เราเป็น ให้เราเรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่ร่วม ได้อย่างปรกติและเคยชิน โลกสอนให้เรารู้ว่าเรามีเพียงสองขา สองมือ เราบินไม่ได้เหมือนนก เราสายตาไม่ยาวไกลเหมือนอินทรีย์ เราอาศัยอยู่ใต้น้ำไม่ได้ เรามีการหิว เรามีการขับถ่าย เรามีการป่วยไข้ เรามีสิ่งปฏิกูล ฯลฯ เราค่อยๆเรียนรู้ขีดจำกัดและความเป็นจริงของเรา อย่างไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาน่าทุกข์ร้อนอะไร เราล้วนเติบโตมาอย่างผ่านการเข้าใจยอมรับสิ่งที่เป็น ในความเป็นจริง ต่างๆนาๆ เราชินต่อวิถีของความเป็นมนุษย์ แต่………………. หากเป็นเรื่องใด ที่มนุษย์ไม่เคยมองเห็นความเป็นจริง…

กลับไปเป็นตัวของตัวเอง เรียกพลังในวันเก่ามาช่วยฟื้นฟู

กลับไปเป็นตัวของตัวเอง เรียกพลังในวันเก่ามาช่วยฟื้นฟู คนเราโดยทั่วไปแล้ว ช่วงชีวิตตลอดระยะเวลาตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ย่อมที่จะมีบ้างสักครั้งหรือหลายครั้งในชีวิต ที่เคยได้สัมผัสกับคืนวันที่มีพลังรู้สึกเป็นสุขใจ ลองตั้งสติทบทวน ถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต มีตอนไหนบ้าง ที่ตนเองเคยมีอุปนิสัย หรือมีความคิดจิตใจบางอย่าง ที่เคยมีพลัง  มากกว่านี้ เคยแจ่มใสเคยมีนิสัยที่ไม่นำพาต่อความทุกข์ แม้จะเป็นความทุกข์ในแบบที่เจอในวันนี้ก็ไม่หวั่นไหว วันคืนที่ตนเองเคยมีความสบายใจ มีความสามารถ มีประสาทสัมผัสมองเห็นโลกด้วยอรรถรสที่ดีเยี่ยม หรือมีอะไรก็ตามที่คุณชอบตัวเองในแบบวันวาน อยากไหม?  อยากที่จะกลับไปเป็นคนแบบนั้นอีกให้ได้ อยากจะโยนทิ้งคืนวันร้ายๆในวันนี้แล้วกลับไปเป็นตัวตนแบบในวันวาน และห้อมล้อมด้วยจิดแห่งการมองเห็นโลกของตัวเองที่เคยมีความสุขกับสิ่งต่างๆ หากคุณพอจะจดจำได้  และหากคุณกำลังเริ่ม  เริ่มมีใจที่อยากจะหวลคืนสู่ตัวตนในวันเวลาเหล่านั้น คุณจงเริ่มตั้งแต่วันนี้ ก่อนอื่น  สิ่งสำคัญที่คุณควรรับรู้นั่นก็คือ คุณมีโอกาสที่จะกลับคืนเป็นตัวของตัวเองที่เคยเป็นได้  แต่นั่นมิใช่สิ่งที่ง่ายเสมอไป ไม่ใช่สิ่งที่จะมาเนรมิตรกันง่ายดั่งใจนึกทันทีทันใด และอาจมีบางคนที่อาจทำความรู้สึกได้ในบางเวลา หลงคิดว่าตัวของตัวเองกลับมาแล้ว แต่ทว่ามันก็เป็นได้เพียงชั่วครู่ยาม…

ทุกข์กับสิ่งอุปโลกษณ์ มีอันใดควรค่าให้ทุกข์อย่างจริงจัง

ทุกข์กับสิ่งอุปโลกษณ์ มีอันใดควรค่าให้ทุกข์อย่างจริงจัง หลักคิดนี้ สะท้อนถึง ในยามที่ตัวเรานั้นทุกข์ เราลองพิจารณาดูว่าแท้จริงเราทุกข์กับเรื่องอะไร ความสูญเสียหรือความไม่สมหวังต่ออะไร สิ่งเหล่านั้นมีค่าแท้จริงให้คนเรามัวเมาทุกข์ต่อสิ่งนั้น ดีหรือ? มนุษย์เรายามมีเรี่ยวแรงแจ่มใส มักอยู่กับความฝันความหวัง ดิ้นรนแข่งขัน ไขว่คว้า เงินทอง ฐานะ ชื่อเสียง และสารพัดเรื่อง เสน่ห์หาอัตตาปรุงแต่งมากหลาย บรรเลงห้อมล้อมห้วงคำนึง ครอบคลุมทุกโสตประสาท ความอยากความต้องการ นั้นวิ่งไปดั่งวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หยุดไม่อยู่วนเวียนไม่ยั้ง ดั่งระอุตลอดเวลาด้วย เสียงเพลงชักจูง ให้เพลิดเพลินไร้พื้นที่จิตคลุกคลีอื่นใด นานวันครอบงำสิ้นสายตาไม่เห็นดวงจิตไม่เห็นสัมผัสไม่เห็น ความเป็นจริงที่ถ่องแท้ ตราบจนวันประสบเหตุ ล้มป่วย ตะลึงรู้ ระครอุปโลกษณ์ปิดฉากมีอยู่จริง มนต์เพลงดับเงียบเสื่อมคลาย เมื่อนั้นฉากแท้จริง แห่งโลกความเป็นจริงค่อยเปิดออกให้เห็น…

ยืนหยัดความพรากจากให้ได้ดั่งลูกสิงโต

ยืนหยัดความพรากจากให้ได้ดั่งลูกสิงโต ลูกสิงโตเมื่อยามเยาว์วัย จะได้รับการดูแล อย่างอบอุ่นชิดใกล้และตราบจนเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยเติบโต ลูกสิงโตนั้นจะถูกขับไล่ผลักไส ให้ออกไปเผชิญโลกเองตามลำพัง ไม่ว่าจะกระวนกระวายใจ เสียใจ หรือคิดถึง แม่แค่ไหน แต่ก็ต้องออกเผชิญกับความเป็นจริง เปรียบดั่งชีวิตคนที่ต้องพบเจอการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โลกนี้ชีวิตสรรพสิ่ง ล้วนมีวิถีแห่งธรรมชาติ ที่บีบให้ชีวิตดิ้นรนเผชิญและแข็งแกร่ง มีเพียงสังคมอุปโลกษณ์ปรุงแต่งนานาชนิดของมนุษย์เท่านั้น ที่พยายามที่จะสร้างครรลองที่ฝึกสอนใจให้บิดเบือนไปจากความเป็นจริง  และเมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงกลับไม่เคยมีการเตรียมพร้อมตั้งตัวได้ทัน มนุษย์ในสังคมเมื่อต้องพบกับการพรากจาก  จะรู้สึกทุกข์ เสียใจ บ้างคร่ำครวญ รู้สึกยากทนทาน คุณจะเลือกหนทางใด? บางคนยึดติดอยู่กับในสิ่งเก่าๆต้องการให้ ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมเฝ้าเหม่อลอย ฟุ้งซ่านเสียใจ มีชีวิตอยู่อย่างคนที่พ่ายแพ้ชีวิต ลองแบ่งใจสักนิด   ขอพื้นที่ของจิตใจบ้างสักหน่อย  ขอเถิดพื้นที่ในสมอง ที่เอาแต่ไปครุ่นคิดถึงสิ่งที่ผ่านไป ขอพื้นที่ว่าง ดั่งกระดาษว่างเปล่าที่พร้อมรับสิ่งใหม่บ้างสักนิด คุณยังมีปัจจุบัน…

ควรเห็นค่าและให้เกรียติสิ่งรอบตัว

ควรเห็นค่าและให้เกรียติสิ่งรอบตัว การให้เกรียติสิ่งรอบตัวถือเป็นการเปิดพลังแห่งทัศนคติใหม่ และยังเสริมการมองเห็นทัศนวิสัย ให้ก้าวสู่โลกที่มีคุณค่า และนอกจากนี้ยังทำให้คุณตื่น มาเห็นความจริงรอบตัวที่คุณอาจไม่เคยเห็น และเมื่อรู้คุณค่าและเรียนรู้ที่จะรักในสิ่งที่ควรรัก รักในสิ่งที่ให้ความรู้สึกดีๆตอบแทนมาอย่างมีคุณค่าจริงๆ มันจะช่วยฉุดดึงให้คุณหลุดออกจาก อดีตที่เจ็บช้ำหรือแม้แต่ความยึดติดใดๆก็ตาม คุณลองนึกถึงภาพ ของคนที่เศร้าเพราะ สูญเสียทรัพย์สินวัตถุ นึกถึงภาพคนที่เอาแต่นั่งเสียใจเพราะอกหักจากแฟน นึกถึงคนที่พบเจอเรื่องสะเทือนใจต่อครอบครัว นึกถึงคนที่เอาแต่จมเจ่ากับความเศร้าใดๆก็ตาม อย่างที่ไม่แยแสสิ่งรอบตัว และเชื่อหรือไม่ว่าสิ่งรอบตัวบางอย่างหรือหลายๆอย่างนั้น เขาอาจไม่เคยแยแสแม้แต่ก่อนที่จะพบเรื่องเศร้าด้วยซ้ำ คำว่า  “การให้เกรียติ” คำๆนี้คือวิถีคือครรลองที่สังคมของมนุษย์ทางโลก ย่อมที่จะพัวพันกับภาวะของการให้เกรียติอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการให้เกรียติต่อ บุคคล ให้เกรียติต่อสัญลักษณ์ ให้เกรียติต่อสิ่งที่มีค่าทางจิตใจ ให้เกรียติต่อสิ่งที่ยึดถือ ให้เกรียติต่อสิ่งที่มีบุญคุณ ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อแม้แต่น้อย หากว่าคุณควรจะให้เกรียติในสิ่งที่เราจะกล่าวต่อไปนี้ อยากจะถามคุณว่า  ในขณะที่คุณเศร้า คุณเคยเปิดใจมองและตั้งใจดื่มด่ำสุข ของบิดามารดาที่…

เข้าใจสภาวะภายในที่เกิดขึ้นของผู้ป่วย

เข้าใจสภาวะภายในที่เกิดขึ้นของผู้ป่วย การทำความ เข้าใจสภาวะของผู้ป่วย หรือผู้ที่มีอาการซึมเศร้าทางจิตใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ความรู้สึกและอาการต่างๆภายในจิตใจนั้นมันเป็น เรื่องที่บุคคลภายนอกยากมองเข้าใจ มันเป็นเรื่องที่ตัวหนังสือหรือคำพูดไม่สามารถบรรยายให้เข้าใจได้ในหลายส่วน บางเรื่องต้องเคยมีประสบการณ์จึงจะเข้าใจ บางเรื่องแม้เคยมีประสบการณ์แต่ก็สูญเสื่อมความรับรู้ที่คมชัดไปแล้ว และด้วยเหตุที่ขาดความเข้าใจถึงภาวะเหล่านี้ นั้นอาจทำให้เราละเลยคนรอบข้างของเรา หรือแม้แต่เลวร้ายถึงขั้น ที่บางคนถูกคนรอบข้างทำร้ายจิตใจ  ให้สะเทือนไม่สิ้นไม่สุด  หรือถูกปั่นหัวอย่างคึกคะนอง หรือถูกความชินชาหรือแม้แต่รำคาญ เข้าทำร้ายจิตใจ จนเข้าสู่ภาวะวิกฤติได้ อันเนื่องมาจากผู้กระทำ ขาดความเข้าใจถึงสภาพภายในอันแท้จริงว่ามันเป็นอย่างไร หากคุณเป็นบุคคลภายนอกที่มีความประสงค์ดีและอยากทุ่มเทเสียสละเวลา  มาช่วยให้คนๆหนึ่งหลุดพ้นฟื้นขึ้นมาได้จากโรคซึมเศร้า คุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจถึงภาวะที่เกิดขึ้นกับคนที่ตกออยู่ในภาวะเครียดซึมเศร้า สิ่งที่คุณควรจำเป็นต้องเรียนรู้พื้นฐานนั้นมีดังนี้ 1.คนที่ตกอยู่ในภาวะ คร่ำเคร่งสมองและจิตใจตนเองเรื้อรังสะสมมาหลายวัน คนเหล่านี้จะมีสภาพประสาทสมองที่ล้าและตีบแคบ บางทีไม่สามารถเข้าใจเรื่องง่ายๆได้ และบางทีอาจทำตัวแบบคนโง่งม จนอาจเป็นที่หมั่นไส้ของคนพบเห็น ซึ่งขอให้จำไว้ให้ดีว่า  เราจะเอาสภาพปรกติที่สมองสมบรูณ์แจ่มใสของตัวเรา ไปตัดสินเขาไม่ได้  เราต้องเข้าใจสภาพทางเคมี ในตัวของผู้ป่วยทางจิตใจ  …

ฝึกฝนการใช้ชีวิตใหม่ คือยารักษาที่วิเศษและมีพลัง

ฝึกฝนการใช้ชีวิตใหม่ คือยารักษาที่วิเศษและมีพลัง ในยามที่สูญเสียใดๆไป กลับกลายเป็นเหมือนดั่งเด็กน้อยผู้เดียงสาอ่อนโลก  ที่ไม่สามารถใช้ชีวิตแบบอื่นได้เป็น และปัญหานี้มักเกิดขึ้นในความรู้สึกของหลายๆคน ที่ต้องเผชิญภาวะเปลี่ยนแปลงของชีวิต สิ่งสำคัญที่คุณควรทราบก็คือ ขอให้รู้ไว้ว่า หากคุณกำลังรักษาจิตใจตัวเอง ด้วยการพยายามลืม  หรือด้วยการพยายามเหลือเกินที่จะหาสิ่งสุขใส่ตัว พยายามเหลือเกินที่จะทำตัวให้ร่าเริง   หรือคิดฝากฝังให้คนรอบข้างช่วยกันดูแลคุณในยามนี้ ช่วยพาคุณไปเที่ยวในที่ต่างๆ หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้คุณได้หัวเราะได้มีความสุข ขอให้รับรู้ไว้ว่า สิ่งเหล่านั้นมันเป็นได้เพียงสิ่งบรรเทา    แต่ความยากลำบากในจิตใจ มันจะยังคงเกาะกินลึกๆในใจ และคอยแวะวนเวียนมาหลอกหลอนความรู้สึกของคุณอยู่เป็นระยะๆ หนทางที่ดีที่สุด ก็คือ เมื่อคุณได้ใช้ปัจจัยต่างๆที่ช่วยบรรเทาจนคุณพอที่จะลุกขึ้นยืนได้บ้าง พอที่จะมีสติได้บ้าง พอที่จะต่อสู้ด้วยตัวเองไหว คุณจะต้อง ยืนหยัดด้วยตัวเองเป็นลำดับต่อไป คุณจะต้องทำความเข้าใจ และแก้ไขความบกพร่องของตัวเองที่ผ่านมา ควรเหลือเกินที่คุณจะไตร่ตรองว่าที่ผ่านมา คุณยึดติดกับรูปแบบอะไรบ้างในวิถีชีวิตเก่าๆ อะไรบ้างที่มันทำให้คุณอ่อนแอเกินไปพึ่งพิงบางสิ่งมากเกินไป คุณต้องแก้ไขมันไปทีละอย่างไปทีละเรื่อง  และตั้งใจมองสิ่งใหม่ๆ…

จงกำจัดทัศนคติผิดๆที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์

กำจัดทัศนคติผิดๆที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์ หากเราลองสังเกตุระบบความคิดต่างๆที่นำพาทุกข์มาให้เรา หรือสังเกตุจากตัวเราที่เป็นทุกข์หรือสังเกตุหรือจากผู้อื่นที่เป็นทุกข์ เราจะพบว่าหลายครั้งในเวลาที่เราเฝ้าระบายพร่ำเพ้อจิตใจที่ขุ่นเครียด เศร้าทุกข์ใจ ในเรื่องราวที่เราได้ระบายออกมา จากความอัดอั้นตันใจ  บางทีแท้จริงแล้วมันก็เหมือนสายน้ำ ที่เราจำเป็นที่จะต้องย้อนไปมองดูที่ต้นน้ำและตั้งใจจัดการที่สาเหตุ  ของความคิดมากอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนปมไว้มากมาย บางทีเราอาจไม่ทันรู้ว่า สิ่งพื้นฐานประการหนึ่งที่ นำมาซึ่งความคิดความรุ้สึกที่เจ็บปวดที่เราเป็นอยู่และคนควรจะต้องมองมันให้เห็น  นั่นก็คือ “ทัศนคติ” เคยเจอไหมคนที่มักชอบพูดว่า  “ถ้าฉันไม่มี สิ่งนั้น ฉันอยู่ไม่ได้” “ถ้าฉันไม่มีเธอฉันเดินต่อไปไม่ไหว”  ถ้าฉันมี หรือถ้าฉันไม่มี  สิ่งนั้น สิ่งนี้  ฉันจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ นี่คือตัวอย่างของทัศนคติที่ผิดๆ  การปลูกฝังทัศนคติแบบผิดๆให้ตัวเองนำพาไปสู่การฝึกนิสัยจิตใจและอารมณ์ที่ไม่ถูกต้อง และเป็นปัญหา ให้ตัวเองเป็นลำดับต่อมา เมื่อเชื่อยังงั้นคิดยังงั้น อยู่แบบนั้นนานวันเข้า ตัวเองก็กลายเป็นแบบนั้นไปจริงๆ หากว่าคุณคือหนึ่งคนที่มีทัศนคติทำนองนี้อยู่  ขอให้คุณลองตั้งสติคิดสักนิดว่า ความคิดแบบนั้นมันคือทัศนคติที่หลอกลวงต่อความเป็นจริง …

ทุกข์เพราะนิสัย มุมมองความคิด

ทุกข์เพราะนิสัย มุมมองความคิด   บทนี้เราจะมากล่าวถึงความทุกข์ใจ ในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคซึมเศร้าอันมีสาเหตุของนิสัยเป็นสาเหตุใหญ่ เชื่อหรือไม่ว่ามีคนในโลกนี้มากมายหลายล้านคน ที่จมอยู่กับทุกข์ ในเรื่องบางเรื่องที่  มีบ่อเหตุแห่งความทุกข์มาจากนิสัยตน โดยไม่เคยฉุกใจคิดว่าบ่อเหตุสำคัญ ของความทุกข์มันมาจากอุปนิสัยของตนที่ถือว่ามีส่วนเป็นอย่างมาก ผู้คนโดยมากเวลาบังเกิดความทุกข์จากการสูญเสียหรือความไม่สมหวัง  มักจะอาลัยอาวรและคร่ำครวญหา ย้ำนึกย้ำคิดอยากจะต้องการได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืน  หรืออยากจะให้สิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจนั้นได้สมดั่งใจ อาการแบบนี้จะทำให้ซึมเศร้าเป็นเอาหนักเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน  จิตใจหมดเรี่ยวแรงและเอาแต่เหม่อลอย บ้างก็เฝ้าโทษสิ่งนั้นเฝ้าโทษสิ่งนี้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนเองต้องสูญเสียหรือไม่สมหวัง แท้ที่จริงแล้ว อาการทุกข์ใจในบางเรื่องในบางกรณีนั้น  ถือเป็นกรณีที่ ต่อให้ค้นหาคำปลอบใจล้านคำ ค้นหาข้อคิดล้านข้อคิด ก็ไม่อาจช่วยได้เลย หากคนผู้นั้นยังมองไม่เห็นตัวเอง หรือยังดื้อดึงไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย คนบางคนต้องทุกข์เพราะความเย่อหยิ่งทระนง คนบางคนต้องทุกข์เพราะต้องการอยู่ในจุดที่เด่นเหนือผู้คน คนบางคนต้องทุกข์เพราะเอาแต่ใจ ต้องได้ในสิ่งที่อยากได้ คนบางคนต้องทุกข์เพราะไม่ยอมรับความเป็นจริง และยึดติดนิสัยที่ยึดติดต่อวิถีชีวิตที่ชอบอยู่ในโลกลวงๆ โลกปรุงแต่งโลกสีสัน ที่ไม่จีรัง…

ควรปล่อยให้ผู้ป่วยได้อยู่คนเดียวบ้าง

ควรปล่อยให้ผู้ป่วยได้อยู่คนเดียวบ้าง แน่นอนว่าการคอยอยู่เป็นเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า  และไม่ควรปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ตามลำพังนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่าบางจังหวะของเวลา คุณก็ควรที่จะให้เขาได้อยู่กับตัวเองบ้างเพื่อมีสมาธิที่จะเข้าใจตัวของเขาเอง สิ่งที่ผู้ดูแลหรือญาติพี่น้องข้างเคียงควรทำนั่นก็คือ การคอยให้คำชี้แนะเตือนสติและให้ความรู้ให้ปัญญากับเขาเป็นระยะๆ แต่ต้องเปิดเวลาให้เขาได้ใช้ปัญญาเหล่านั้นด้วยตนเอง เฝ้าดูเขาในลักษณะที่ไม่ให้ถึงกับเป็นการลำพังแต่ก็มิใช่เป็นการรบกวนเขาจนเกินไป เฝ้าดูเขาห่างๆแต่อยู่ในระยะที่มองเห็นสามารถเข้าป้องปรามเหตุร้ายต่างๆได้ทันท่วงที อาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า นั้นแตกต่างจากการซึมเศร้าธรรมดาทั่วไป การซึมเศร้าธรรมดาทั่วไป อาจใช้วิธีที่คนรอบข้างเข้ามารุมมาช่วยกันทำให้ผู้ซึมเศร้า ลืมความทุกข์เศร้าไปได้ ด้วยการพยายามช่วยกันทำให้เขาสนุกสนาน สร้างความครึกครื้นให้เขา นำความบันเทิงต่างๆมาให้เขาหรือชวนเขาไปเที่ยว เหล่านี้เป็นต้น แต่ทว่าสำหรับคนที่เป็นถึงขั้นโรคซึมเศร้า นั้นจะมีรูปแบบของโครงสร้างที่ซับซ้อนและฝังลึกในปมของจิตใจ แม้ว่าผู้ป่วยจะถูกภาวะของความครึกครื้นรุมล้อม แต่จิตของเขาจะยังคงคิดอย่างไม่หยุดยั้ง และยิ่งถูกรบกวนยิ่งสับสน ยิ่งสับสนยิ่งเครียดและสมองยิ่งล้า เขาจะใช้งานประสาทสมองหนักมาก ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้านั้นจะมีระดับขั้นต่างๆ หากอยู่ในระดับที่ซักซ้อมความคิดเรื่องทุกข์เศร้า วนเวียนย้ำคิด แบบนี้ไม่ควรปล่อยให้อยู่ลำพัง แต่สิ่งที่ต้องทำคือต้องรีบชี้แนะเขา บำบัดรักษาเขาด้วยกระบวนวิธีที่ถูกต้อง จากผู้รู้ผู้ที่มีความเข้าใจ จงระลึกไว้เสมอว่า อาการทางจิตคือสิ่งที่มองด้วยตาเปล่าภายนอกไม่เห็น…

Page 1 of 2

  • 1
  • 2