บางสิ่งที่มีแม้ไม่ดีเท่าสิ่งเก่า แต่ก็มิได้แปลว่านั่นไม่ใช่สิ่งสุข

บางสิ่งที่มีแม้ไม่ดีเท่าสิ่งเก่า แต่ก็มิได้แปลว่านั่นไม่ใช่สิ่งสุข   แม้สิ่งสุขที่มีในวันนี้จะไม่เท่าสิ่งสุขที่เคยมีแต่ก็มิใช่หมายถึงไม่ใช่ความสุข ความสุขของสิ่งต่างๆนั้นมักเป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มีแง่มุมแบบฉบับเฉพาะตัว แต่ผู้คนมากมายหลายคน มักที่จะไปมองแต่แง่มุมที่เอามาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตนเคยมี โดยเฉพาะสิ่งตนเองสูญเสียไปและฝังใจ โลกนี้สร้างสรรค์สิ่งสุขเอาไว้มากมาย  แต่มนุษย์บางคนกลับสร้างเงื่อนไขด้วยการนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยมี ยึดเอาแต่ กฏเกณท์ว่า หากสิ่งที่ฉันมีนี้ไม่เท่าสิ่งที่เคยมีฉันก็ไม่อาจจะรับรสสุขของสิ่งนี้  และเอาแต่ใช้พื้นที่จิตใจไปกับการวนเวียนครุ่นคิดถึงอดีต โลกนี้ มีน้ำหวาน มีทั้งน้ำแดง น้ำเขียว น้ำส้ม น้ำโคล่า มีอาหาร มีขนม มีมิตรภาพผู้คน  มีดอกไม้หลากหลายชนิด มีบรรยากาศและทัศนียภาพดีๆมากมาย อีกทั้งยังมี เวลาของพรุ่งนี้ที่ขึ้นอยู่กับเราว่าจะทำให้มันออกมาดีแค่ไหน ตราบใดที่คนไม่เปิดใจไม่เข้าใจ ถึงการรับสิ่งใหม่หรือสิ่งอื่นๆ คนผู้นั้นนับว่าสร้างกฏเกณท์เงื่อนไขที่ยากยิ่งแก่ชีวิต และทุกข์เพราะกฏเกณท์ที่ตนเองได้สร้างขึ้นในจิตใจ

จิตใจไม่มั่นคงเพราะวิถีชีวิตไม่ยึดมั่น

จิตใจไม่มั่นคงเพราะวิถีชีวิตไม่ยึดมั่น เคยสงสัยและถามตัวเองไหมว่า ในวันที่ฉันซึมเศร้า บางครั้งฉันอยู่คุยกับตัวเอง คิดต่างๆนาๆ จน วันนึงโชคดี เกิดความคิดแนวทางใหม่ เกิดแรงตั้งใจใหม่ให้กับชีวิต รู้สึกเหมือนว่าตัวเองทำใจได้ และเป็นคนใหม่แล้ว ไม่ใช่คนที่จมเจ่าในความทุกข์อีก  ความคิดเหล่านั้นซึมซาบในความรู้สึกในอารมณ์  ทำให้จิตใจมีพลังและสุขล้น แต่แล้ว เพียงผ่านไปไม่กี่เดือน หรือไม่กี่วัน หรือแม้แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง กลับมาซึมเศร้าอีกแล้ว? สำหรับลักษณะอาการแบบนี้นั้นมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่างๆที่ร่วมเกี่ยวข้อง ซึ่งในบทอื่นๆเราได้กล่าวถึงปัจจัยประกอบต่างๆ แต่สำหรับบทนี้เรา จะมาทำความเข้าใจกับสาเหตุสำคัญใหญ่ๆ อีกสาเหตุหนึ่งนั่นก็คือ “การไม่ ยึดมั่นในวิถีชีวิต” บางครั้งเราอาจไม่รู้เท่าทัน ว่าชีวิตที่หายจากความทุกข์เศร้า  ชีวิตที่ลุกขึ้นยืนได้ และมีแรงใจประดุจดั่งความรู้สึกแห่งการเกิดใหม่   ชีวิตแบบนี้นั้นเกิดขึ้นได้จากครรลองใหม่ ที่เราควรจะต้องรักษา และหล่อเลี้ยงตลอดไป วันใดที่เรากลับไปคลุกคลีครรลองแบบเก่าๆ วันใดที่เราทำวิถีใหม่ๆเสื่อมถอยไป…

เข้าใจความเป็นจริงของที่อยู่แห่งชีวิตและเรียนรู้ที่จะอยู่ได้

เข้าใจความเป็นจริงของที่อยู่แห่งชีวิตและเรียนรู้ที่จะอยู่ได้ โลกเรานั้น จะสังเกตุได้ว่า แทบจะทุกสิ่งมีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ แมลง และมนุษย์ ล้วนต้องปรับตัวที่จะอยู่ในสภาพความเป็นจริงให้ได้ มนุษย์เราไม่รู้สึกทุกข์ทน รังเกียจรูปลักษณ์ของเรา มนุษย์เราไม่รู้สึกทุกข์ใจกับความเป็นอยู่บางประการของเรา มนุษย์เราเกิดลืมตาดูโลกมา โลกจะค่อยๆป้อนข้อมูลต่างๆในสิ่งรอบตัวของเราและในสิ่งที่เราอยู่ในสิ่งที่เราเป็น ให้เราเรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่ร่วม ได้อย่างปรกติและเคยชิน โลกสอนให้เรารู้ว่าเรามีเพียงสองขา สองมือ เราบินไม่ได้เหมือนนก เราสายตาไม่ยาวไกลเหมือนอินทรีย์ เราอาศัยอยู่ใต้น้ำไม่ได้ เรามีการหิว เรามีการขับถ่าย เรามีการป่วยไข้ เรามีสิ่งปฏิกูล ฯลฯ เราค่อยๆเรียนรู้ขีดจำกัดและความเป็นจริงของเรา อย่างไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาน่าทุกข์ร้อนอะไร เราล้วนเติบโตมาอย่างผ่านการเข้าใจยอมรับสิ่งที่เป็น ในความเป็นจริง ต่างๆนาๆ เราชินต่อวิถีของความเป็นมนุษย์ แต่………………. หากเป็นเรื่องใด ที่มนุษย์ไม่เคยมองเห็นความเป็นจริง…

อู๋เหวย แนวทางแห่งเต๋า ธรรมชาติบรรเทาทุกข์

 อู๋เหวย  คือชื่อของหลักปฏิบัติจิต ในแนวทางของลัทธิเต๋า ซึ่งเป็นลักษณะปฏิบัติ ที่ อยู่ในความเรียบง่ายและเข้าร่วมกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยอาศัยการหลีกเลี่ยงการครุ่นคิดกำหนดแบบแผนเป้าหมายอันใดที่เคร่งเครียด ไตร่ตรองยุ่งยากซับซ้อน เกินไป อู๋เหวย มิใช่การนิ่งเฉย ปล่อยปละชีวิต ไม่ทำอะไรเลย  แต่เป็นความที่จิตมีสภาวะที่  อ่อนน้อม ไม่แทรกแซงบังคับ และไม่ใช่การกระทำที่ยืนกรานอะไรบางอย่าง  ในเชิงที่ขัดแย้งต่อธรรมชาติมากเกินไป เป็นหลักที่สนับสนุนให้ มนุษย์ปฏิบัติต่อสรรพสิ่ง มีความอ่อนน้อมกลมกลืนและให้เกรียติต่อความเป็นธรรมชาติ โดยเชื่อว่าการใดก็ตาม ที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้มากที่สุด การนั้นส่งผลต่อพลังที่มีค่าและนำมาซึ่งความสงบสุข หากเราปรับหลักแนวทางนี้มาใช้กับ วิถีทางโลกของสามัญชนทั่วไป เราจะพบว่า เรื่องหลายเรื่องนั้น มนุษย์ทุกข์เข็ญเหนื่อยยาก บ้างจมอยู่ในความเศร้า เป็นเพราะเราปลูกฝังจิตให้ขัดแย้งต่อธรรมชาติ มีหลากหลายเรื่องนานับประการที่ มนุษย์ต้องการฝืนธรรมชาติ และเมื่อเกิดความไม่เป็นดั่งใจก็กลายเป็นความทุกข์ การยอมรับที่จะให้เวลาแก้ไขปัญหา…

กลับไปเป็นตัวของตัวเอง เรียกพลังในวันเก่ามาช่วยฟื้นฟู

กลับไปเป็นตัวของตัวเอง เรียกพลังในวันเก่ามาช่วยฟื้นฟู คนเราโดยทั่วไปแล้ว ช่วงชีวิตตลอดระยะเวลาตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ย่อมที่จะมีบ้างสักครั้งหรือหลายครั้งในชีวิต ที่เคยได้สัมผัสกับคืนวันที่มีพลังรู้สึกเป็นสุขใจ ลองตั้งสติทบทวน ถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต มีตอนไหนบ้าง ที่ตนเองเคยมีอุปนิสัย หรือมีความคิดจิตใจบางอย่าง ที่เคยมีพลัง  มากกว่านี้ เคยแจ่มใสเคยมีนิสัยที่ไม่นำพาต่อความทุกข์ แม้จะเป็นความทุกข์ในแบบที่เจอในวันนี้ก็ไม่หวั่นไหว วันคืนที่ตนเองเคยมีความสบายใจ มีความสามารถ มีประสาทสัมผัสมองเห็นโลกด้วยอรรถรสที่ดีเยี่ยม หรือมีอะไรก็ตามที่คุณชอบตัวเองในแบบวันวาน อยากไหม?  อยากที่จะกลับไปเป็นคนแบบนั้นอีกให้ได้ อยากจะโยนทิ้งคืนวันร้ายๆในวันนี้แล้วกลับไปเป็นตัวตนแบบในวันวาน และห้อมล้อมด้วยจิดแห่งการมองเห็นโลกของตัวเองที่เคยมีความสุขกับสิ่งต่างๆ หากคุณพอจะจดจำได้  และหากคุณกำลังเริ่ม  เริ่มมีใจที่อยากจะหวลคืนสู่ตัวตนในวันเวลาเหล่านั้น คุณจงเริ่มตั้งแต่วันนี้ ก่อนอื่น  สิ่งสำคัญที่คุณควรรับรู้นั่นก็คือ คุณมีโอกาสที่จะกลับคืนเป็นตัวของตัวเองที่เคยเป็นได้  แต่นั่นมิใช่สิ่งที่ง่ายเสมอไป ไม่ใช่สิ่งที่จะมาเนรมิตรกันง่ายดั่งใจนึกทันทีทันใด และอาจมีบางคนที่อาจทำความรู้สึกได้ในบางเวลา หลงคิดว่าตัวของตัวเองกลับมาแล้ว แต่ทว่ามันก็เป็นได้เพียงชั่วครู่ยาม…

ความฝืนและความล้ายิ่งเติมความเจ็บปวด

ความฝืนและความล้ายิ่งเติมความเจ็บปวด ภาวะอกหักซึมเศร้ารุนแรงอันเนื่องมาจากเนื้อหาที่เจ็บปวด  บางครั้ง คืนวันที่ผ่านไปยิ่งรู้สึกแย่ทรมาน ผู้คนมากมายมักเข้าใจไปว่า สาเหตุของความทรมานคือเพราะ มาจากเนื้อหาเรื่องราวที่ตนเองพานพบ แต่แท้จริงแล้วยังมีปัจจัยอีกบางประการที่ซ้ำเติมให้ความรู้สึกของคุณยิ่งหดหู่ โดยที่คุณอาจไม่ทันรู้ตัวเลยว่ามีอะไรที่แทรกซึมเข้ามาเพิ่มให้คุณเป็นแบบนี้ คำตอบก็คือ ความเหนื่อยล้า อันเนื่องมาจากความฝืนนั่นเอง ที่เป็นเครื่องปรุงสำคัญที่ยิ่งทำให้คุณรู้สึกหดหู่มากขึ้น และมนุษย์มักไม่ค่อยจะรู้ตัวเองซะด้วยในภาวะที่ตนเอง กำลังตรากตรำฝืนล้าร่างกายตนเองไปมากเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงชีวิตวันเวลาที่ใช้ไป กับการตกอยู่ในภวังค์ จิตใจเลื่อนลอย  ยิ่งคิดยิ่งฟุ้งซ่าน ยิ่งคิดยิ่งเวียนวน แทบไม่รู้คืนรู้วันเวลานาที และย่อมที่จะมักไม่รู้ว่าตัวเองตรากตรำร่างกายไปนานเพียงใดแล้ว ร่างกายมนุษย์หากต้อง ถูกสภาวะทรมานสังขาร ตรากตรำในบางสิ่งเรื้อรังยาวนานมากเกินไป โดยเฉพาะกับเรื่องของการอกหัก ที่มีภาพวันวานมากมายชวนให้ตกอยู่ในห้วง ภวังค์แห่งจิต ยิ่งคิดยิ่งหยุดไม่ได้ ยิ่งคิดยิ่งอยากแก้ไข อยากย้อนคืน อยากได้คืน  ยิ่งอยากพยายาม ยิ่งพยายามยิ่งฝืน ยิ่งฝืนยิ่งล้า…

อย่าเกลียดความเป็นจริง ตราบที่ยึดเอาตนเองเป็นที่ตั้งของของความเป็นจริง

อย่าเกลียดความเป็นจริง ตราบที่ยึดเอาตนเองเป็นที่ตั้งของของความเป็นจริง เรื่องที่มีความสุข   เรื่องที่มีความหลงใหล   มนุษย์มักหวลคิดคำนึงถึง สังคมของมนุษย์เรา มีหนัง มีระคร  มีบทเพลง มีกวี    ล้วนแล้วมากมายที่มักกล่าวถึงการพรรณาถึงความสุข แต่ทว่า ความปรุงแต่งของจิตใจ อันสามารถจินตนาการได้เลิศล้ำของมนุษย์นั้นก่อให้เกิด เรื่องราวบทประพัณธ์ต่างๆ ที่มีเนื้อหาของความสุขล้นปรี่ขึ้นมาอย่างมากมาย และสารพัดบทประพัณธ์ สารพัดบทเพลงและบทกวี ที่เต็มเปี่ยมจนจินตนาการสุดไกล  ห่างเกินความเป็นจริง แต่กระนั้นยังคงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้คน เด็กเล็กจนโต คุ้นเคยกับชีวิตที่รายล้อมด้วยบทเหล่านั้น ไม่ว่าเสียงเพลง หรือแม้แต่ภาพงดงาม บ่มเพาะจนสับสนเกินกว่าจะมองเห็นความเป็นจริง และเมื่อมนุษย์ได้มีโอกาสเข้าใกล้หรือสัมผัสและเป็นผู้ดำเนินเรื่องราว ด้วยตัวเอง ดั่งเดียวกันกับบทจินตนาที่เคยผ่านการรับรู้ อย่างเช่นความรักและความครอบครอง ความติดนิสัยที่ปักใจ ปรุงแต่ง คาดหวังถึงความสวยงามของชีวิต ความงดงามของโลก ถักทอเรื่องราวเอาไว้อย่างคาดหวังให้ยิ่งใหญ่มหาศาลจับใจ …

เข้าใจความเป็นจริงของจิตและอย่าท้อ

เข้าใจความเป็นจริงของจิตและอย่าท้อ จิตของมนุษย์นั้น บางแง่มุมมีความแปลก มีความซับซ้อนเกินความเข้าใจทั่วไปอยู่บ้าง แต่นั่นคือสิ่งที่มนุษย์มากมายพยายามทำความเข้าใจกันอยู่เสมอ การทำความเข้าใจความเป็นจริงของลักษณะของจิตมนุษย์นั้น จะช่วยให้ผู้ป่วยซึมเศร้ารักษาตัวเองได้อย่างมีความเข้าใจขึ้นและเพิ่มโอกาสในการรักษาที่มีผลดีขึ้น จิตของมนุษย์นั้น มีความละเอียดและมีความเร็ว สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในหลายอย่างได้อย่างชนิดที่เจ้าของร่างกายยังไม่รู้ตัว หรือแม้แต่ไม่ได้ตั้งใจที่จะใช้สมองสั่งการซึมซับความรับรู้ ควรทราบว่า ทุกกิจวัตรประจำวัน ทุกสภาพแวดล้อมของตัวเรา และทุกประสบการณ์ชีวิตรวมถึงทุกสิ่งที่มากระทบ สัมผัสกับเรานั้น  จิตของเราจะมีกระบวนการซึมซับสะสมในหลายรายละเอียดอย่างชนิดที่ ตัวเรานั้นคาดไม่ถึงและไม่ทันรู้ตัว บางครั้ง บางสถานการณ์ จิตก่อเกิดความรัก บางครั้ง จิตก่อเกิดความ รู้สึกยึดติดในรูปแบบวิถีความเคยชินต่างๆ บางครั้งซึมซับอยู่นานจนก่อเกิดโครงสร้างอารมณ์ ความรู้สึกและลักษณะนิสัย ขึ้นมาได้ จิตบางจิตของเรา นิสัยบางอย่างของเรา ถูก การซึมซับก่อร่างสร้างขึ้นมาทีละน้อย ด้วยรายละเอียดอณูที่เล็กเกินกว่าที่เราจะทันสังเกตุเห็น  และมันก็จะอาศัยวันเวลาในการสะสม กลายเป็นโครงสร้างทางจิตใจและเป็นจิตนิสัยขึ้นมาได้…

การเพ่งมองจิตใจทุกข์เศร้า ให้มองเห็นเป็นสารเคมี

การเพ่งมองจิตใจทุกข์เศร้า ให้มองเห็นเป็นสารเคมี   หลักวิธีการเพ่งมอง รูปของอารมณ์ความคิดและจิตใจเป็นสารเคมีนั้น  คือหลักวิธีที่มีประสิทธิภาพมากและเข้าสู่สภาวะการมองเห็นความเป็นจริงในอีกด้านได้มากขึ้น วิธีการนี้นั้นก็คือ  คุณต้องฝึกมองเห็นจริง ในภาวะของมนุษย์ มนุษย์ที่มีความคิดอ่าน มีความรู้สึกเศร้าเสียใจดีใจ มีอารมณ์ต่างๆ  ระบบของร่างกายก็จะเกิดภาวะต่างๆขึ้น เช่นการหลั่งสารเคมีในประสาทสมอง การมีคลื่นไฟฟ้า การปรับเปลี่ยนสภาวะทางเคมี เวลาที่คุณเศร้ากับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่กำลังกลัดกลุ้มปวดใจมากๆ โดยปรกติแล้วมนุษย์เรามักจะ ใช้ระบบความคิดต่างๆเข้าจัดการกับระบบความคิดของตัวเอง เช่นการใช้เหตุผลต่างๆในด้านบวก  การใช้คำพูดปลอบใจ การใช้คำพูดหรือความคิดในเชิงให้กำลังใจตนเองเหล่านี้เป็นต้น สิ่งนี้เรียกว่ากระบวนการแก้ไขตามวงจรความคิดของมนุษย์ แต่หากคุณเลือกการบำบัดด้วยการฝึกมองรูปอารมณ์ ให้เห็นเป็นสารเคมีด้วย ก็จะช่วยให้คุณบำบัดจิตใจตนเองได้เร็วขึ้น วิธีก็คือในขณะที่คุณกำลัง กลัดกลุ้มใจ ให้คุณลองสงบใจจากเรื่องราวต่างๆสักชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลับตาตั้งสมาธิสังเกตุอาการของตนเอง โดยมองให้เห็นเป็นรูปอารมณ์ ว่ามันมีรสชาติอะไร มันหวิวๆ หรือ?  มันวูบวาบตรงไหน? …

Page 1 of 2

  • 1
  • 2